Idioms and Expressions in English

By Asst. Prof. Dr. Pornpimon Phongsuwan

ผศ. ดร. พรพิมล พงศ์สุวรรณ


HOME A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W Y



การสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์

Teaching for Critical Thinking Development

ผศ.ดร.พรพิมล  พงศ์สุวรรณ

เมื่อพูดถึงการคิดโดยเฉพาะการคิดริเริ่มสร้างสรรค์และการคิดแก้ปัญหา  มักได้ยินบ่อยๆ ว่า คนไทยคิดไม่เป็น  ไม่รู้จักคิด  เพราะในโรงเรียนไม่ค่อยสอนให้คิด  ส่วนมากสอนให้ท่องจำบทเรียนเพื่อตอบคำถามในการสอบ  ใครตอบตรงตามที่ครูสอนก็ได้คะแนนมาก  ใครจำไม่ค่อยได้ก็ได้คะแนนน้อย  คนเก่งคือคนที่จำได้มาก  คนจำไม่ค่อยได้คนอื่นจะเรียกว่าเป็นคนไม่เก่งหรือคนโง่  การจำสิ่งต่างๆ ได้เป็นสิ่งดี  แต่ถ้าเน้นการจำมากเกินไปก็ทำให้ขาดโอกาสในการฝึกทักษะการคิด  เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเกิดแนวคิดในการปฏิรูปการเรียนรู้ว่า  ทำอย่างไรจึงจะช่วยให้เด็กไทยมีทักษะในการคิด  การคิดหมายถึงอะไร  ประเภทของการคิดมีอะไรบ้าง และมียุทธวิธีในการสอนเพื่อฝึกทักษะการคิดให้เด็กอย่างไร 

การคิด (Thinking) หมายถึง ความสามารถทางสติปัญญาในการที่จะกระทำต่อตัวแทนของข้อมูล  ตัวแทนของข้อมูลอาจจะเป็นคำพูด  รูปภาพ เสียงหรือข้อมูลรูปแบบอื่น ๆ  การคิดเป็นการเปลี่ยนตัวแทนของข้อมูลให้เป็นรูปแบบใหม่และแตกต่างออกไป   เพื่อตอบคำถาม แก้ปัญหา หรือช่วยให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายที่ต้องการ (Felman, 1996: 255)
ประเภทของการคิด อาจแบ่งย่อยเป็นความคิดด้านต่าง ๆ ถึง 10 มิติ ดังนี้คือ การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)  การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking)  การคิดเชิงสังเคราะห์ (Synthesis-type Thinking)การคิดเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Thinking) การคิดเชิงมโนทัศน์ (Conceptual Thinking)    การคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thinking)    การคิดเชิงประยุกต์ (Applicative Thinking)   การคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking)   การคิดเชิงบูรณาการ (Integrative Thinking) และการคิดเชิงอนาคต (Futuristic Thinking) (ปราชญา กล้าผจัญ . 2545:210) การคิดที่จะกล่าวถึงในที่นี้คือ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์

ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)
            ทฤษฎีว่าด้วยการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking Theory)
            ทฤษฎีด้านการคิดเชิงวิพากษ์มีพื้นฐานมาจากผลงานของ เบนจามิน บลูม (Benjamin Bloom) ในปี 1956 ที่ได้จัดหมวดหมู่พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านสติปัญญา  โดยพัฒนาวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ให้ชัดเจนและให้ครูทดลองปฏิบัติในการสอนเป็นเวลาสองทศวรรษ  แนวความคิดของเขาเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางและใช้สอนในโปรแกรมการฝึกหัดครูทั่วสหรัฐอเมริกาจนถึงปัจจุบัน  ในประเทศอื่นรวมทั้งประเทศไทยก็นำแนวคิดของบลูมมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนเช่นเดียวกัน (Critical thinking, 2546)
            บลูม ได้แบ่งพฤติกรรมการเรียนรู้ (Learning Behaviors) ออกเป็น 6 ประเภท จากระดับแรกที่เรียกว่า ความรู้ (Knowledge) จนถึงระดับของการประเมิน (Evaluation)  แต่ละประเภทเกี่ยวกับการวิเคราะห์และประเมินข้อมูลที่ซับซ้อน ที่ใช้ความสามารถทางสติปัญญาในระดับสูง
และเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการเรียนรู้ดังกล่าว  บลูมได้แบ่งวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมเป็น 6 ประเภท (Donald, Deborah & Kim, 1999: 135) ดังต่อไปนี้

วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมของบลูม (Bloom’s Taxonomy of Learning Objectives)
1. ความรู้ (Knowledge) – เน้นการจำและการอ้างอิงข้อมูล  คำกริยาเชิงพฤติกรรมที่ใช้ เช่น ระบุ  บอกรายการ  บอกชื่อ  ตั้งชื่อ  ให้คำจำกัดความ บอกแหล่งที่ตั้ง  จับคู่  จำได้ และทำใหม่
2.  ความเข้าใจ (Comprehension) – เน้นการเชื่อมโยงและจัดการข้อมูลที่ได้เรียนมา  คำกริยาที่ใช้  เช่น  อธิบาย  เชื่อมโยง  กำหนดหลักเกณฑ์  สรุป  พูดใหม่  เรียงข้อความใหม่  สาธิต
3.  การประยุกต์ใช้ (Application) – เน้นการใช้ข้อมูล โดยการนำเอากฎหรือหลักการมาประยุกต์ใช้  คำกริยาที่เกี่ยวข้องเช่น  แก้ปัญหา  เลือก  ตีความ  ทำ  สร้าง  เอามาไว้ด้วยกัน  เปลี่ยน  ใช้  ผลิต  แปล 
4.  วิเคราะห์ (Analysis) – เป็นการคิดเชิงวิเคราะห์ส่วนประกอบและหน้าที่ของสิ่งต่างๆ คำกริยาที่ใช้ เช่น  วิเคราะห์  เปรียบเทียบ  จัดประเภท  แยกส่วนประกอบ  หาข้อแตกต่าง  สำรวจ  แบ่งเป็นส่วยย่อย  แยกแยะ  หาข้อขัดแย้ง
5.  สังเคราะห์ (Synthesis) – เน้นการคิดในการนำเอาส่วนประกอบปลีกย่อยหรือรายละเอียดมารวมกันสร้างสิ่งใหม่  คำกริยาที่เกี่ยวข้อง เช่น  ประดิษฐ์   สร้าง(Create)  รวมกัน  ตั้งสมมุติฐาน   วางแผน  ริเริ่ม  เพิ่มเติม  จิตนาการ  ทำนาย
6.  การประเมิน (Evaluation) – เน้นการประเมินและการตัดสินโดยใช้ข้อมูลเป็นฐาน  คำกริยาที่ใช้  เช่นประเมิน(Assess)  แนะนำว่าดี (Recommend)  วิพากษ์วิจารณ์ หาข้อดีและข้อเสีย  ให้น้ำหนัก  และตัดสินคุณค่า
    
การคิดเชิงวิพากษ์  เป็นกระบวนการใช้เหตุผลในการวิเคราะห์ปัญหา  เป็นการใช้ข้อมูลและการแก้ปัญหาเพื่อช่วยตัดสินใจอย่างมีเหตุผลเกี่ยวกับสิ่งที่จะทำหรือเชื่อต่อไป มีหลักฐานจากการวิจัยจำนวนมากที่สนับสนุนความคิดที่ว่า คนเราสามารถเรียนรู้วิธีคิดในการตัดสินใจและการแก้ปัญหาได้   กฏต่างๆ ที่เป็นนามธรรม การใช้เหตุผลในการคิดเป็นสิ่งที่สอนได้ ฝึกได้ การฝึกจะช่วยให้คนเราคิดหาสาเหตุที่ซ่อนเร้นไว้ของเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน  มียุธวิธีหลายอย่าง (Strategies) ที่ช่วยให้เราคิดเชิงวิเคราะห์  ประเมินปัญหา และตัดสินใจแก้ปัญหาอย่าง สร้างสรรค์ (Feldman,1996: 274) ดังนี้

           
  1. การระบุและคิดทบทวนปัญหา  (Redefine the problems)
  2. คิดอย่างมีวิจารณญาณ (Adopt a critical perspective)
  3. ใช้หลักการของเหตุผล  (Use analogies)
  4. คิดหลากหลาย (Think divergently)
  5. ใช้แนวคิดแบบองค์รวม  (Use heuristics)
  6. ทดลองแก้ปัญหาหลายๆ แบบ (Experiment with various solutions)
                คนเราต้องใช้ทักษะการคิดในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน  เพื่อช่วยตัดสินใจเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูล  เพื่อเลือกสิ่งต่างๆ จากตัวเลือก (Choices) ทั้งหลายที่มีอยู่มากมาย  ผู้ที่มีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ จะสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ (Morrison, 2000) ดังนี้
  1. ระบุประเด็นสำคัญได้
  2. เปรียบเทียบความเหมือนกันและความแตกต่างกัน
  3. ตัดสินใจได้ว่าข้อมูลใดใช้ได้หรือเกี่ยวข้องกับปัญหานั้น ๆ
  4. ตั้งคำถามที่เหมาะสมได้
  5. แยกแยะระหว่างความจริงกับความคิดเห็นได้ และตัดสินได้ว่าการกระทำใดเป็น การกระทำที่ สมเหตุสมผล
  6. ตรวจสอบความคงที่ได้ (Checking consistency)
  7. ระบุความคิด / สมมุติฐานที่แฝงไว้ (Unstated ideas) ได้
  8. รู้ว่าอะไรเป็นการพูดแบบ Stereotype คือ การคิดถึงลักษณะของคนใดคนหนึ่งแล้วเหมารวมว่าคนอื่นๆ จะเป็นเช่นเดียวกัน
  9. รู้ว่าข้อมูลใดเบี่ยงเบน (Bias) ข้อมูลใดเป็นการชวนเชื่อ หรือลำเอียง
  10. รับรู้ถึงค่านิยมที่แตกต่างกันและรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี
  11. ประเมินได้ว่าข้อมูลที่จำเป็นมีอะไรบ้าง  ต้องใช้ข้อมูลมากเพียงใด
  12. คาดเดาผลที่จะเกิดขึ้นภายหลังได้ (Consequences)

จุดมุ่งหมายของการสอนทักษะการคิดเชิงวิพากษ์

จุดมุ่งหมายของการสอนเพื่อฝึกทักษะการคิดแบบ Critical Thinking คือการกระตุ้นนักเรียนให้ถาม  ให้สงสัยในสิ่งที่ได้ยิน  ได้เห็น  ได้อ่าน และสำรวจความคิดของตนเอง  ครูกระตุ้นให้นักเรียนคิดโดยการเตรียม/จัดสิ่งแวดล้อมซึ่งคำนึงถึงแนวความคิดที่แตกต่างกันและหลากหลาย และเปิดโอกาสให้อภิปรายแสดงความเห็นอย่างอิสระ

           

แนวทางในการสอบทักษะการคิดเชิงวิพากษ์

            ปัจจุบันทักษะการคิดและการแก้ปัญหานับว่าเป็นทักษะพื้นฐานธรรมดาเช่นเดียวกับทักษะทางคณิตศาสตร์  การสะกดคำ  ความรู้ทางภูมิศาสตร์และอื่นๆ   แนวโน้มของหลักสูตรและการสอนทุกวันนี้คือ  มีการสอนทักษะการคิดที่รวมอยู่ในหลักสูตรและการทำให้การคิดเป็นวัฒน-ธรรมของห้องเรียน
            ในห้องเรียนที่เน้นการคิด จะมีการกระตุ้นให้นักเรียนสังเกตและวิเคราะห์  ครูใช้คำถามระดับสูงขึ้น (Higher-level questions)  ครูจะถามให้นักเรียนคิดไตร่ตรอง (Reflect)  คิดใช้เหตุผลเกี่ยวกับความรู้  ข้อมูล และคิดแก้ปัญหา  ครูกระตุ้นให้นักเรียนคิดเกี่ยวกับข้อมูลและกระตุ้นให้คิดเกี่ยวกับการคิดด้วย เช่นการคิดเช่นนี้ถูกหรือยัง มีเหตุผลหรือไม่ มีวิธีการคิดอย่างไร ทักษะต่างๆ ต่อไปนี้  สามารถใช้สอนเพื่อฝึกการคิดในการใช้เหตุผลได้ (Morrison, 2000: 532)

  • การวิเคราะห์ (Analyzing) สำรวจบางสิ่งบางอย่าง  ระบุส่วนประกอบและความสัมพันธ์ของส่วนประกอบเหล่านั้น
  • การสรุป  (Inferring)  ใช้เหตุผลสรุปจากข้อมูล
  • การเปรียบเทียบหาสิ่งที่เหมือนกันและต่างกัน (Comparing and Contrasting)
  • การทำนาย (Predicting) สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปจากสถานการณ์ที่มีอยู่ โดยอาศัยสิ่งแวดล้อมต่างๆ
  • การตั้งสมมุติฐาน (Hypothesizing) จากการวิเคราะห์หลักฐานต่างๆ ที่มีอยู่แล้วหาคำตอบที่อาจจะเป็นไปได้  หาวิธีแก้ปัญหาหลายๆ วิธี
  • การคิดเชิงวิพากษ์หรือคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) โดย   การสำรวจข้อมูล  สำรวจหลักฐานและข้อถกเถียงต่างๆ อย่างรอบคอบ  ไม่มีการลำเอียง  เพื่อหาข้อสรุปที่เป็นไปได้
  • การใช้เหตุผลแบบอนุมาน (Deductive Reasoning) เป็นการใช้กฏ ทฤษฎี หรือหลักการเพื่อวิเคราะห์หารายละเอียดปลีกย่อย
  • การใช้เหตุผลแบบอุปมาน (Inductive Reasoning) เป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบส่วนย่อยแล้วสรุปเป็นกฎ  ทฤษฎีหรือหลักการ
  • การจัดระเบียบ การจัดการ (Organizing) สิ่งต่างๆ โดยใช้เหตุผลประกอบ
  • การจำแนกประเภท (Classifying) – จัดสิ่งต่างๆ เป็นเป็นประเภทเดียวกัน
  • การตัดสินใจ (Decision Making) -  สำรวจทางเลือกทั้งหลายอย่างมีเหตุผลแล้วเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • การแก้ปัญหา (Problem Solving) – วิเคราะห์สถานการณ์ที่ยุ่งยาก  คิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหา

แนวคิดในการสอนนักเรียนให้ฝึกทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ 

การสอนทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ทำได้หลายวิธีเช่น  เคลเลอร์ (Kellough , 2000: 247-248) ได้เสนอแนะแนวคิดในการสอนดังนี้
1. การตั้งคำถาม: หัวใจสำคัญของการคิดเชิงวิพากษ์
การแก้ปัญหาในโลกความจริงนั้น  มักไม่มีคำตอบหรือวิธีแก้ที่ถูกต้องจริงๆ  มีแต่คำตอบใดดีกว่ากัน  นักเรียนที่มีปัญหาต้องเรียนรู้สิ่งต่อไปนี้คือ (1)  รู้ปัญหา เช่นเรียนจบ ม. 6  แล้วจะหาที่เรียนต่อ  (2) ตั้งคำถามเกี่ยวกับปัญหานั้น ๆ  เช่น ฉันควรสมัครเรียนต่อที่ไหนดี  (3) รวบรวมข้อมูล เช่น  มหาวิทยาลัยใด สถานศึกษาใดกำลังเปิดรับสมัครและเปิดสอนสาขาใดบ้าง  (4) ได้คำตอบที่เป็นไปได้  และคิดว่าอาจจะมีข้อมูลใหม่ที่ช่วยให้แก้ปัญหาได้ดีขึ้นอีก
2. การกระตุ้นให้นักเรียนถามเกี่ยวกับเนื้อหาและกระบวนการ 
การถามชี้ให้เห็นว่าผู้ถามอยากรู้อยากเห็น  สงสัยและไม่แน่ใจ  กำลังคิดเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แต่ในห้องเรียนโดยทั่วไปมีนักเรียนจำนวนน้อยมากที่ชอบถาม  อาจเป็นเพราะไม่กล้าถาม  รู้สึกอาย  กลัวคนอื่นคิดว่าเป็นคำถามโง่ๆ  หรือคิดไม่ออกว่าจะถามอะไร  ดังนั้นจึงควรกระตุ้นให้นักเรียนถาม   นักเรียนก็เหมือนกับคนทั่วไปคือ ถามคำถามที่น่าสนใจบ้าง  คำถามที่ไม่น่าถามบ้าง  คำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลังสอน  ทำให้เสียเวลา  ทำให้ครูงุนงงสับสน คิดว่าเด็กขี้เกียจที่จะคิดหาคำตอบเอง  ครูอาจแสดงอาการบางอย่างออกมาทันทีและไม่เหมาะสม  ทำให้นักเรียนเข็ดขยาดไม่อยากถามต่อไป   ครูควรคิดก่อนแสดงอาการโต้ตอบที่ไม่เหมาะสมออกไป  ครูควรมีเมตตาต่อเด็ก  คิดว่านักเรียนมีเหตุผลของตัวเองในการถาม  บางทีคำถามเป็นเพียงสัญญาณที่บอกให้รู้ว่า นักเรียนเพียงแต่ต้องการการยอมรับ  ต้องการความสนใจจากครูหรือเพื่อนๆ เท่านั้น  โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดใหญ่มีนักเรียนจำนวนมาก อาจทำให้นักเรียนรู้สึกเหงา  รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสำคัญ  ดังนั้นการที่นักเรียนพยายามถามไม่ว่าจะเป็นคำถามแบบใดควรคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี  ครูควรให้กำลังใจให้นักเรียนฝึกถามต่อไป
3. การหลีกเลี่ยงการแสร้งทำเป็นว่ารู้คำตอบทั้งๆที่ไม่รู้ครูควรหลีกเลี่ยงการตอบคำถามที่ไม่รู้แต่ตอบออกมาผิด ๆ ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าคำตอบที่แท้จริงคืออะไร เพราะจะทำให้นักเรียนขาดความเชื่อมั่นในตัวครู  การที่ครูยอมรับว่าไม่รู้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย  แต่ทำให้นักเรียนคิดว่า ครูก็เป็นมนุษย์เหมือนกันย่อมมีสิ่งที่ไม่รู้ได้  ช่วยให้นักเรียนมีความเชื่อมั่นและความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง  สิ่งสำคัญคือ ครูควรรู้แหล่งและวิธีหาคำตอบและช่วยพัฒนานักเรียนให้มีความรู้และทักษะกระบวนการหาคำตอบด้วยตนเอง

การเรียนรู้อย่างมีความหมาย (Meaningful Learning)
            การเรียนรู้อย่างมีความหมาย   เป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเมื่อการคิดแบบ Critical Thinking เชื่อมโยงกับสิ่งที่กำลังเรียน  นักเรียนต้องสร้างความหมายในการเรียนรู้ให้ตนเองจากหลักสูตรที่กำนดให้เรียน   จะเป็นการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งและคงอยู่ได้นาน  ลำดับขั้นของสิ่งที่นักเรียนเรียนรู้มี  4  ระดับ (Critical thinking, 2546) คือ

  1. ความจริง (Facts) – การได้ข้อมูลที่เป็นความจริง  ซึ่งเมื่อรู้แล้ว ประมาณ 90 % ของข้อมูลที่ได้จะลืมไป   เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดแรงจูงใจน้อย
  2. ความคิดรวบยอด (Concepts) – การประมวลผลข้อมูล  การพัฒนาความสัมพันธ์และความเข้าใจ   ความรู้ประเภทนี้ทำให้เกิดแรงจูงใจมากกว่าระดับแรก
  3. สิ่งที่มีความหมายสำหรับตนเอง (Personal Meanings) – การบูรณาการ และ       การซึมซับความรู้   ความรู้ระดับนี้จะอยู่ได้นาน  คงทน  ทำให้เกิดแรงจูงใจมากที่สุด
  4. การเรียนรู้อย่างเข้าใจ (Comprehensive Learning) – การเรียนในระดับนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงถาวรด้านทัศนคติและ/หรือความสามารถ

ตัวอย่างการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ
            การเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี (Technological Literacy)  มีส่วนช่วยในการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ได้คือ ช่วยให้สามารถแยกแยะสิ่งที่เป็นจริงกับสิ่งที่เกิดจากการจินตนาการ  แยกสิ่งที่ถูกและสิ่งที่ผิดได้   ช่วยประเมินและตัดสินใจเกี่ยวกับข้อมูลที่คนทั้งหลายเขียนลงในอินเตอร์เน็ต  ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมีมากมายแต่ไม่ใช่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะใช้ได้ มีประโยชน์เป็นจริง  ถูกต้องเหมาะสมทั้งหมด  ดังนั้นในการใช้อินเตอร์เน็ตผู้ใช้ต้องวิเคราะห์  ซึ่งแนวทางสำหรับครูและนักเรียนในการประเมินข้อมูลในการเรียนการสอนโดยใช้อินเตอร์เน็ต มีดังนี้  (Morrison, 2000: 460-461)

  1. ใครเป็นคนเขียน  ทำไมจึงเขียน
  2. ใครบางคนกำลังจะขายสินค้า  ขายแนวความคิดให้เราหรือไม่
  3. ข้อมูลเหล่านี้ใช้รหัสในเว็บไซท์อะไร  เช่น  .com = commercial (เกี่ยวกับการค้า) gov. = government (รัฐบาล)  edu. = education (เกี่ยวกับการศึกษา) org.=non-profit organization (องค์กรที่ไม่หวังกำไร) เพราะแหล่งข้อมูลเหล่านี้มีผลต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล  เราคิดว่าข้อมูลที่มาจากสถาบันการศึกษาต้องเป็นจริงเสมอหรือไม่  แหล่งข้อมูลของรัฐบาลเป็นอย่างไร
  4. สามารถสืบต้นตอแหล่งข้อมูลที่เบี่ยงเบนได้หรือไม่ อย่างไร
  5. ถ้าเป็นคำพูดที่คัดลอกมามีการอ้างอิงแหล่งของข้อมูลเหมาะสมหรือไม่
  6. เราจะหาข้อมูลอื่นมาเปรียบเทียบกับข้อมูลนี้ได้อย่างไรตรวจสอบแหล่งพิมพ์ได้หรือไม่
  7. ข้อมูลมีทฤษฎี / หลักฐานสนับสนุนหรือไม่ จะแยกข้อมูลเป็นประเภทต่าง ๆ ได้อย่างไร
  8. แหล่งข้อมูลบางแห่งอาจถูกต้องแม่นยำกว่าแหล่งข้อมูลอื่น ๆ หรือไม่  อย่างไร เช่นวารสารทางวิชาการมักได้รับการตรวจสอบอ่านทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญมาแล้ว

ในการฝึกทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ไม่ควรใช้คำถามที่ตอบว่า ใช่หรือไม่ใช่  ควรเป็นคำถามที่ทำให้นักเรียนคิดหาคำพูดออกมาเพื่อแสดงความคิดในระดับสูง มีความหมาย  มีการสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ อย่างมีเหตุผล  การคิดเชิงวิพากษ์ต้องใช้เวลา  ดังนั้นควรให้เวลานักเรียนในการคิดเพื่อเรียบเรียงคำตอบ  ตัวอย่างลักษณะของการถาม  3  แบบที่ช่วยฝึกทักษะการคิด (Critical thinking, 2546) ดังต่อไปนี้
การถามแบบโสเครติค (Socratic Questioning)  
ในศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์ศักราช  โสเครติส ได้กระตุ้นให้เกิดความคิดเชิงวิเคราะห์โดยการใช้คำถามที่ท้าทายนักเรียนให้คิดและใช้วาทะในการตอบ  คำถามจะกระตุ้นการปฎิสัมพันธ์โต้ตอบ (Interaction) ระหว่างครูกับนักเรียน ท้าทายนักเรียนให้โต้ตอบเพื่อแสดงเหตุผลสนับสนุนความคิดของตน  เช่นถามว่า “ท่านเชื่อว่า คนเราควรพูดความจริงเสมอหรือไม่  จะเป็นอย่างไรถ้ากล่าวเท็จเพื่อช่วยชีวิตคนอื่น  ความจริงดีกว่าชีวิตหรือไม่”
การถามแบบอุปมาน (Inductive Questioning)
การถามประเภทนี้ เป็นการฝึกให้ใช้เหตุผลในการจัดการข้อมูลให้สัมพันธ์กับหลักการหรือประเภท ควรให้นักเรียนสรุปหลักการและความสำคัญของข้อมูลที่กำลังเรียน  เช่นมีสิ่งต่างๆ หลายอย่างให้นักเรียนได้จัดหมวดหมู่ใหม่  ครูอาจถามว่า อะไรสำคัญมากที่สุด  อะไรสำคัญน้อยที่สุด  นักเรียนควรเรียนสิ่งนี้หรือไม่  เพราะอะไร
การถามแบบอนุมาน (Deductive Questioning)
การถามประเภทนี้ช่วยฝึกนักเรียนให้ใช้เหตุผลในการวิเคราะห์กฎหรือหลักการ  มองภาพใหญ่แล้วจึงศึกษารายละเอียด  เชื่อมความรู้ใหม่กับความรู้เก่า ครูอาจถามว่า  เมื่อรู้สาเหตุหลักของเหตุการณ์เหล่านี้แล้ว ลองดูซิว่าอะไรเป็นสาเหตุของสิ่งนี้ 
           
สิ่งที่ช่วยฝึกทักษะการคิดให้ผู้เรียน คือการถามโดยใช้คำถามดังกล่าว  ถามให้นักเรียนสังเกต  ถามให้คิดให้ใช้สติปัญญาและใช้เหตุผลในการหาคำตอบ  เช่น  ทำไมน้ำแข็งจึงละลาย  ทำไมนักเรียนต้องขยันเรียน  ลักษณะของคนดีเป็นอย่างไร  นอกจากครูถามแล้ว นักเรียนควรฝึกถามด้วย เช่นถามครูและถามเพื่อนในห้อง  เพราะขณะที่คิดหาคำถามนักเรียนได้ฝึกทักษะการคิดในตัวอยู่แล้ว  ได้ฝึกใช้คำพูดเรียบเรียงให้คนอื่นเข้าใจได้   ตัวอย่างการถามและกิจกรรมเพื่อฝึกทักษะการคิดในระดับสูง  เช่น

การวิเคราะห์ (Analysis)

  1. ให้เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างต้นไม้สองต้น หรือเปรียบเทียบสิ่งอื่น ๆ
  2. ในการสร้างบ้านใช้วัสดุอะไรบ้าง
  3. ให้ประเภทของคำศัพท์หลายๆ ชนิดแล้วให้คิดหาคำศัพท์ที่รวมอยู่ในประเภทเดียวกัน เช่น Noun,  Verb,  Adjective,  Adverb เป็นต้น
  4. ให้หาสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วม
  5. นิสัยของผู้ชายและผู้หญิงต่างกันอย่างไร
  6. ทำไมช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์จึงเกิดอุบัติเหตุทางถนนจำนวนมาก

การสังเคราะห์ (Synthesis)

  1. ให้นักเรียนวางแผนทำโครงการ (Project) บางสิ่งบางอย่าง
  2. ให้สร้างของเล่นจากวัสดุเหลือใช้
  3. ให้แต่งโคลงในการเรียนวรรณคดี
  4. เขียนเรียงความ หรือเรื่องสั้น เช่น เรื่องสัตว์เลี้ยงของฉัน
  5. ให้ตั้งสมมติฐานในการทดลอง
  6. ในงานฉลองวันเกิดจะแต่งตัวอย่างไร  ทำไมจึงแต่งเช่นนั้น
  7. เราจะพัฒนาหมู่บ้านของเราให้น่าอยู่ได้อย่างไร

การประเมินค่า (Evaluation)

    • ทำบุญตักบาตรตอนเช้ามีผลดีอย่างไร
    • ให้วิจารณ์เพื่อนคนหนึ่งในห้องว่าเป็นคนอย่างไร
    • ครอบครัวที่มีความสุข  อบอุ่นมีลักษณะอย่างไร
    • เปรียบเทียบข้อดีและข้อบกพร่องของสิ่งต่าง ๆ
    • ให้แนะนำว่าถ้าต้องการฝึกทักษะภาษาอังกฤษต้องทำอย่างไรบ้าง

    การประเมินการสอนของตนเองของครู
                ครูสามารถประเมินผลการสอนของตนเองได้ว่าได้สอนให้นักเรียนฝึกทักษะการคิดหรือไม่ ่โดยสังเกตจากลักษณะการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ชี้ให้เห็นว่าครูสอนให้เด็กคิดเชิงวิเคราะห์  ดังต่อไปนี้
    - นักเรียนมีความกระตือรือร้นและชอบถามครู
    - การเรียนรู้เป็นการสร้างไม่ใช่เป็นการป้อนความรู้
    - ความรู้  ความจริงเป็นสิ่งที่ต้องค้นพบ  ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ยื่นให้
    - ครูเป็นผู้นำอยู่เบื้องหลัง
    - ครูทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก  เป็นที่ปรึกษา  ไม่ใช่ผู้บรรยาย
    - การตอบคำถามมีลักษณะเป็นการอธิบายหรือด้วยการถามกลับคืน  ไม่เป็นการตอบ เพียงใช่  ไม่ใช่  ถูก  ไม่ถูกเท่านั้น
    - ไม่ได้มีเพียงคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว
    - มีการอภิปรายประเด็นปัญหาที่สัมพันธ์กับเรื่องที่กำลังสอนบ่อย ๆ
    - การโต้แย้งเป็นเรื่องปกติธรรมดา
    - นักเรียนมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนๆ
    - นักเรียนและครูมีความพึงพอใจกับการเรียนการสอนมากขึ้น
    - มีการสำรวจประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียน
    - ครูมักเผชิญกับปัญหาที่ครูไม่รู้คำตอบบ่อยๆ
    - ในห้องเรียนมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการยอมรับ(Social Interaction and Acceptance)ในระดับสูง (Critical thinking, 2546)

    บทสรุป

                การคิดเชิงวิพากษ์เป็นกระบวนการทางสติปัญญาในการใช้เหตุผลวิเคราะห์สิ่งต่างๆ  เพื่อประเมินและแก้ปัญหา ช่วยในการตัดสินใจ   การคิดเป็นสิ่งที่สอนได้  ฝึกได้  การฝึกคิดต้องอาศัยการถาม  ครูถามนักเรียน  นักเรียนถามครูหรือถามเพื่อน นักเรียนเป็นผู้ทำกิจกรรมต่างๆด้วยตนเอง  ครูเป็นผู้เตรียมสิ่งแวดล้อมที่คำนึงถึงความคิดที่แตกต่างและหลากหลาย    เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้ คอยช่วยเหลือแนะนำ ให้กำลังใจ  ไว้วางใจ เปิดโอกาสให้อภิปรายและมีอิสระในการแสดงความคิดเห็น  กิจกรรมการเรียนการสอนควรเน้นการฝึกทักษะการคิดในระดับสูงคือ   การวิเคราะห์  สังเคราะห์และการประเมินคุณค่าสิ่งต่างๆ มากกว่าการท่องจำสิ่งที่ได้เรียนเท่านั้น

    เอกสารอ้างอิง

    ปราชญา  กล้าผจัญ.  (2545).  คิดไกล  ใฝ่ดี  มีสุข.  กรุงเทพฯ : ข้าวฟ่าง.
    Critical thinking.  (2546). Online Available: http://www.lgc.peachnet.edu/academic/ educatn/Blooms/critical_thinking.htm [4/11/2546]
    Donald, R., Deborah, L.& Kim, K.(1999).The act of teaching. 2nd ed.Boston: McGraw Hill.
    Feldman, R.S.  (1996).  Understanding psychology.  4th ed.  Boston: McGraw Hill.
    Kellough, R.D.  (2000). A resources guide for teaching: K-12.  3rd ed. Upper Saddle River, NJ.: Merrill Prentice Hall.
    Morrison, G.S.  (2000).  Teaching in America.  2nd ed. Boston: Allyn and Bacon.